วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แสดงความคิดเห็น

ในยุคโลกาภิวัฒน์สมัยใหม่เป็นการสื่อสารแบบไร้พรหมแดนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีค่อนข้างพัฒนาได้เร็วมากและมีบทบาทในการใช้ชีวิตของเรา                      ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กมีการใช้สื่อสารกัน บนเว็บ โพสต์ข้อความต่างๆ นาๆ แชท ติดต่อสื่อสารกัน ทำให้รู้จักวัยรุ่นไทยมีการใช้โทรศัพท์มือถือสื่อสารกันค่อนข้างมากในการใช้ชีวิตประจำวันมีเวลาว่างเป็นต้องโทรนี่เป็นเพราะกระแสนิยม                             ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ทำให้หลงงมงาย หมกมุ่นในเรื่องนี้ทำให้วัยรุ่นไทยไม่อยากอ่านหนังสือมากๆเพราะใช้เวลาว่างอยู่แต่กับสิ่งเหล่านี้เอง 

ชื่อปรัชญา  ขาวงาม  พศ. 1/1 เลขที่ 1

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

แสดงความคิดเห็น

เห็นด้วยเพราะว่า วัยรุ่นสมัยนี้นิยมใช้โทรศัพท์มือถือกันมาก ใช้ในทางที่ดีและใช้ในทางที่เสียปัญหาก็ตามมามากมายการที่เราใช้โทรศัพท์นานๆในการพูดกันนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไรแต่เราควรคำนึงถึงข้อเสียด้วยว่าอาจจะส่งผลถึงสุขภาพร่างกายของเราด้วยเราต้องใช้เมื่อที่เราจำเป็นจริงๆไม่ควรจะใช้โทรตลอดเวลา ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีทันสมัยมากๆวัยรุ่นทุกคนก้าวถึงเทคโนโลยีกันทั้งนั้นจะไม่มีใครที่จะไม่นิยมการใช้โทรศัพท์เลยเพราะบางคนก็ใช้โทรศัพท์ในทางที่ดีเช่น ติดต่อสื่อสารกับพ่อแม่ แต่อีกบางส่วนจะติดต่อกับหนุ่มสาวมากกว่าและจะติดต่อสื่อสารในทางที่ไม่ดีมากนักดิฉันจึงคิดว่าควรใช้โทรศัพท์พอประมาณถ้าจำเป็นควรจะใช้ดีกว่า




นางสาว จันทร์จิรา ยงปัญญา พืชศาสตร์
ปวส. 1/1

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ข่าวประจำสัปดาห์ที่9

แหล่งอ้างอิง กับ แหล่งข้อมูลอื่น ต่างกันอย่างไร
แหล่งอ้างอิง (references หรือ sources) ควรเป็นที่รวมแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการยืนยันเนื้อหาข้อมูลภายในบทความ เพื่อให้ผู้อ่านทราบแหล่งที่มาของข้อมูล และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการอ้างอิงได้หากต้องการ ตัวอย่างการอ้างอิง เช่น การนำข้อมูลในเว็บไซต์หรือหนังสือมาเขียนเรียบเรียงใหม่ในวิกิพีเดีย ซึ่งจำเป็นต้องระบุแหล่งที่มา เป็นต้น

สำหรับ แหล่งข้อมูลอื่น ใช้สำหรับรวมแหล่งข้อมูลที่ไม่ได้ใช้ในบทความ หรือไม่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้ (ซึ่งอาจไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่เป็นกลาง) แต่มีความเกี่ยวข้องกับบทความ และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหากต้องการศึกษาในเรื่องนั้นๆ เพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น บทวิจารณ์ของบุคคลที่มักจะไม่เป็นกลาง ถือเป็นแหล่งข้อมูลอื่น

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ข่าวประจำสัปดาห์ที่8

แหล่งข้อมูลใดที่ควรใช้เป็นแหล่งอ้างอิง
แหล่งข้อมูลควรเป็นของบุคคลที่สามที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเนื้อหา ไม่ควรอ้างอิงเว็บบล็อก เว็บบอร์ด เว็บไซต์ส่วนตัว หนังสือที่จ้างสำนักพิมพ์พิมพ์ขึ้นมาเอง เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจมีเนื้อหาที่ไม่เป็นกลาง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการประชาสัมพันธ์ไปยังเว็บไซต์หรือหนังสือเหล่านั้น การอ้างอิงเว็บไซต์ส่วนตัวจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นการอ้างถึง "คำพูด" จากผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์ส่วนตัวดังกล่าว ควรอ้างอิงตามแหล่งข้อมูลต้นฉบับซึ่งไม่ละเมิดลิขสิทธิ์มาจากแหล่งอื่นอีกต่อหนึ่ง และหากเป็นไปได้แหล่งข้อมูลนั้นควรเป็นภาษาไทย

แหล่งอ้างอิงต้องมีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะมาจากเว็บไซต์หรือหนังสือ ไม่ควรอ้างอิงจากคำบอกเล่ากันมาปากต่อปากหรืออ้างอิงไปที่ตัวบุคคล เพราะไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้ ไม่ควรอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เนื้อหาสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าของข้อมูล เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบความมีตัวตนของผู้เขียนหรือรับรองความถูกต้องของข้อมูลได้ ไม่อ้างอิงบทความอื่นในวิกิพีเดียไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอื่น ถ้าเนื้อหาที่เขียนแปลมาจากวิกิพีเดียภาษาอื่นควรระบุแหล่งอ้างอิงตามต้นฉบับด้วย หรือหาแหล่งอื่นมาเพิ่ม

แหล่งอ้างอิงควรสามารถเข้าถึงได้โดยบุคคลทั่วไป มิใช่เอกสิทธิ์เฉพาะบางกลุ่มหรือต้องทำตามเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลนั้นได้ รวมทั้งเว็บไซต์ที่จำเป็นต้องสมัครก่อนเข้าถึงเนื้อหา ไม่เป็นเอกสารภายในองค์กรที่ไม่มีการเผยแพร่สู่แหล่งสาธารณะ เช่นแผ่นพับ รายงาน งบการเงิน เป็นต้น (ปกติแล้วแผ่นพับมักจะให้เนื้อหาในทางโฆษณาซึ่งไม่ผ่านนโยบายความเป็นกลาง) หากเป็นแหล่งข้อมูลหนังสือ ควรมีเลข ISBN หรือ ISSN กำกับ เพื่อให้สามารถพิสูจน์ยืนยันและสืบค้นได้ง่ายตามห้องสมุด

แหล่งอ้างอิง กับ แหล่งข้อมูลอื่น ต่างกันอย่างไร
แหล่งอ้างอิง (references หรือ sources) ควรเป็นที่รวมแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการยืนยันเนื้อหาข้อมูลภายในบทความ เพื่อให้ผู้อ่านทราบแหล่งที่มาของข้อมูล และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการอ้างอิงได้หากต้องการ ตัวอย่างการอ้างอิง เช่น การนำข้อมูลในเว็บไซต์หรือหนังสือมาเขียนเรียบเรียงใหม่ในวิกิพีเดีย ซึ่งจำเป็นต้องระบุแหล่งที่มา เป็นต้น

สำหรับ แหล่งข้อมูลอื่น ใช้สำหรับรวมแหล่งข้อมูลที่ไม่ได้ใช้ในบทความ หรือไม่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้ (ซึ่งอาจไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่เป็นกลาง) แต่มีความเกี่ยวข้องกับบทความ และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านหากต้องการศึกษาในเรื่องนั้นๆ เพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น บทวิจารณ์ของบุคคลที่มักจะไม่เป็นกลาง ถือเป็นแหล่งข้อมูลอื่น

ข่าวประจำสัปดาห์ที่7

การอ้างอิง
เมื่อคุณเพิ่มเติมเนื้อหาลงในบทความ คุณควรอ้างถึงแหล่งที่มาข้อมูลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดข้อสงสัย หากคุณเขียนขึ้นจากความทรงจำ คุณควรค้นคว้าหาแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่ออ้างถึงมัน แต่ถ้าคุณเขียนขึ้นจากความรู้ของคุณเอง คุณก็ควรจะมีความรู้มากพอที่จะระบุแหล่งอ้างอิงที่ผู้อ่านสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ เป้าหมายหลัก คือ ช่วยเหลือผู้อ่าน และผู้เขียนคนอื่น ๆ

การอ้างอิงแหล่งที่มาจะมีความสำคัญมากในบทความที่เกี่ยวข้องกับความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หลีกเลี่ยงการใช้คำกล่าวเลื่อนลอย ถ้อยคำคลุมเครือ หรือถ้อยคำกำกวม (weasel word) เช่น "บางคนกล่าวว่า…" หรือ "มีผู้วิจารณ์ว่า…" แต่ควรทำให้การแก้ไขของคุณสามารถพิสูจน์ได้ โดยค้นคว้าว่าใครหรือกลุ่มใดเป็นผู้แสดงความเห็น รวมทั้งอ้างถึง หลักฐานของการแสดงความเห็นดังกล่าวด้วย โปรดจำไว้ว่าวิกิพีเดียไม่ใช่ที่สำหรับแสดงความคิดเห็นส่วนตัว

เนื้อหาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง สามารถถูกผู้ใช้ลบได้ในทุกเมื่อ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ผู้อื่นอาจไม่พอใจที่คุณลบเนื้อหาโดยไม่ให้โอกาสคนอื่นเติมแหล่งอ้างอิง ดังนั้น คุณอาจจะ เติมป้าย {{ต้องการอ้างอิง}}, {{ต้องการอ้างอิงย่อหน้านี้}}, หรือ {{ต้องการอ้างอิงเฉพาะส่วน}} หรือคัดเนื้อหาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง ไปใส่หน้าอภิปรายแทน เพื่อรอจนกว่าจะพบแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ

เมื่อใดที่ควรอ้างอิง
เมื่อคุณเพิ่มเติมเนื้อหา
เมื่อคุณตรวจสอบ ยืนยัน ความถูกต้องเนื้อหา
ข้อมูลจากคนกลาง: บอกด้วยว่าคุณได้มาจากไหน
เนื้อหาที่เป็น หรือน่าจะเป็นที่กังขา หรืออาจเป็นข้อมูลที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ
เมื่อคุณอ้างอิงคำพูด จากบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
เมื่อคุณเสนอข้อมูลทางสถิติ หรือ อ้างถึงอันดับ หรือ ความเป็นที่สุด
เมื่อกล่าวถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอัตชีวประวัติของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ข่าวสารประจำสัปดาห์ที่ 6

นามานุกรม (Directories)
นามานุกรม คือ หนังสือที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อบุคคล สถานที่หรือหน่วยงานต่าง ๆ จัดเรียงตามลำดับอักษรของชื่อนั้น ๆ โดยจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ สกุล ที่อยู่ ตำแหน่งหน้าที่และรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นหน่วยงานจะบอกชื่อสถานที่ตั้ง ปีที่ตั้ง หมายเลขโทรศัพท์ ฯลฯ นามานุกรมบางครั้งอาจเรียกว่า ทำเนียบนาม

นามานุกรม แบ่งออกได้หลายประเภท คือ

1. นามานุกรมท้องถิ่น เป็นนามานุกรมที่จัดทำขึ้นโดยแยกตามท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เขตนครหลวง

2. นามานุกรมของหน่วยงานหรือสถาบันต่าง ๆ เป็นนามานุกรมที่หน่วยงานหรือสถาบันต่าง ๆ จัดทำขึ้น เช่น ทำเนียบวัด ทำเนียบโรงเรียน นามานุกรมห้องสมุด

3. นามานุกรมในสาขาวิชาชีพ เป็นนามานุกรมของสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ หรือรายชื่อผู้ประกอบอาชีพเดียวกัน เช่น ทำเนียบนักเขียนไทย นามานุกรมนักดนตรีไทย ฯลฯ

4. นามานุกรมเพื่อการค้าและธุรกิจ ได้แก่ รายชื่อบริษัท ห้างร้านต่าง ๆ จัดทำเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยหวังประโยชน์ทางการค้าและธุรกิจ

นามานุกรมที่ควรรู้จัก

1.คู่มือทำเนียบข้าราชการไทย โดย ข่าวสารทางธุรกิจและวิจัย

2.สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์

3.ทำเนียบโรงงานอุตสาหกรรมโดยกระทรวงอุตสาหกรรม

4.The Siam Directory : The Book of Facts & Figures โดย Consecmer International Limited.

5.Thailand National Directory

ข่าวสารประจำสัปดาห์ที่ 5

สิ่งพิมพ์รัฐบาล

สิ่งพิมพ์รัฐบาล (Government Publications)สิ่งพิมพ์รัฐบาล หมายถึง หนังสือ วารสาร หรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ ตลอดจนโสตทัศนวัสดุต่างๆ และฐานข้อมูล ที่หน่วยงานราชการได้จัดทำขึ้น หรือเป็นผู้รับผิดชอบในการพิมพ์เพื่อจำหน่าย หรือแจกจ่ายเป็นบริการ ให้เปล่าแก่หน่วยงานอื่นๆ ตลอดจนประชาชนที่สนใจ เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ผลงานของทางราชการ สิ่งพิมพ์รัฐบาลที่พบเห็นอยู่เสมอๆ ได้แก่
1. รายงานประจำปี รายงานการค้นคว้าวิจัย รายงานการบริหารงาน
2. วารสารและรายงานการประชุม รายงานของคณะกรรมการต่างๆ
3. รายงานสถิติ รายงานการดูแล
4. ร่างกฎหมายและมติต่างๆ กฎหมาย คู่มือ ตำรา
5. งบประมาณ ประมวลรายได้
6. ทำเนียบนาม บรรณานุกรม ดรรชนี สาระสังเขป

ประเภทของสิ่งพิมพ์รัฐบาลแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1. บันทึกผลการบริหารงาน ของรัฐบาล หรือหน่วยงานราชการแต่ละแห่ง เช่น รายงานการประชุม รายงานประจำปี
2. รายงานการค้นคว้าวิจัย (Research Report) ของหน่วยงานรัฐบาล หรือได้รับทุนในการค้นคว้าวิจัยจากรัฐบาล
3. ความรู้ทั่วไป ในสาขาวิชาต่างๆ ซึ่งอยู่ในความสนใจของประชาชน
วัตถุประสงค์โดยทั่วไปของสิ่งพิมพ์รัฐบาล
1. เพื่อเผยแพร่ผลการปฏิบัติงานของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐบาลให้ ประชาชนได้ทราบ
2. เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ความรู้ของหน่วยงานรัฐบาล เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน
3. เพื่อแถลงนโยบาย การดำเนินงานให้เป็นที่รับรู้ และเข้าใจอย่างถูกต้อง
4. เป็นสื่อกลางประสานความเข้าใจระหว่างประชาชนกับรัฐบาล
5. เพื่อให้ประชาชนได้ทราบประกาศกฎหมายใหม่ๆ ข้อบังคับ และระเบียบต่างๆ ของทางราชการ
ประโยชน์และวิธีใช้
1. เป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources) ที่ให้หลักฐาน ข้อมูล สถิติและเรื่องราวทางราชการที่เชื่อถือได้
2. เป็นแหล่งความรู้ทางวิชาการต่างๆ และข้อเท็จจริงที่ทันสมัย
3. การใช้สิ่งพิมพ์รัฐบาล ควรพิจารณาประเภท และลักษณะของรูปแบบของสิ่งพิมพ์ให้ตรงกับความประสงค์
4. พิจารณาการเรียบเรียง วิธีใช้ และใช้สารบัญ ดรรชนี ประกอบการค้นหา เรื่องราว
การจัดหมวดหมู่และลงรายการงาน มีการจัดกลุ่มหนังสือโดยพิจารณาเนื้อหาสาระของหนังสือเป็นสำคัญ มีการกำหนดสัญลักษณ์ที่ถูกกำหนดขึ้นนี้จะเป็นเครื่องหมายระบุตำแหน่งของหนังสือในห้องสมุดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
1. รับหนังสือ Work Sheet จากงานทรัพยากรสารสนเทศ
2. ลงทะเบียนหนังสือพร้อมติด Barcode (ปรากฎเลขทะเบียน)
3. จัดหมวดหมู่และลงรายการในแบบบันทึกรายการข้อมูล (Work Sheet) โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
3.1 กด F2 เพื่อตรวจสอบข้อมูลรายการบรรณานุกรม
3.2 ตรวจสอบแล้วว่ามีในห้องสมุดให้ต่อ Copy3.3 ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีข้อมูล บรรณารักษ์ให้เลขหมู่และหัวเรื่อง
4. เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลลงฐานข้อมูล (HORIZON)
5. พิมพ์สติกเกอร์แสดงเลขหมู่ เลขผู้แต่ง ปีที่พิมพ์และฉบับ (ถ้ามี) และติดลงที่สันหนังสือห่างจากขอบล่าง 2 นิ้ว
6. ติดบัตรกำหนดส่งที่ปกหลังด้านใน
7. จัดเตรียมหนังสือใหม่เพื่อออกบริการ

ข่าวสารประจำสัปดาห์ที่ 4

รายงานประจำปี

ข้อมูลที่นำไปใส่ในรายงานประจำปี โดยส่วนใหญ่ จะสั้น กะทัดรัด และได้ใจความมากที่สุด ภายในกรอบของช่วงปีที่มีการจัดทำรายงานประจำปี มีคำถามว่า ทำอย่างไรกันบ้าง? คำตอบคือ
1. ควรเสนอข้อมูลในลักษณะของการสรุปข้อมูลในแต่ละด้าน จากนั้นนำมากรุ๊ปเป็นกลุ่ม หรือเป็นประเภท หากมีมากเกินไป ก็คำนึงถึงความกระชับมากที่สุด
2. แสดงข้อมูลในลักษณะรูปแบบของจำนวนข้อมูล ที่แสดงให้เห็นเป็นตาราง (หากข้อมูลใดที่ไม่สามารถแสดงข้อมูลจำนวนตัวเลขให้เห็นที่ชัดเจนได้ อาจจะแสดงในลักษณะของร้อยละก็ได้)
3. แสดงข้อมูลในลักษณะเปรียบเทียบเป็นรายปี โดยแสดงเป็นกราฟแท่งให้เห็นแต่ละปี
4. หากมีข้อมูลที่ไม่สามารถเปรียบเทียบให้เห็นเป็นรายปีได้ ก็ให้แสดงข้อมูลเป็นสัดส่วนให้เห็น เช่น กราฟวงกลม ซึ่งลักษณะการแสดงข้อมูลในลักษณะแบบนี้ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย
5. หากข้อมูลใดเห็นว่า มีความสำคัญ และใช้เป็นข้อมูลในการอ้างอิงเพื่อการใด การหนึ่ง ก็ให้แสดงข้อมูลไว้ในภาคผนวก ก็ได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าเอกสารที่มีข้อจำกัดว่า ไม่ควรมีหน้าเอกสารมากเกินไป หรืออยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารในยุคนั้น ๆ)
6. ข้อมูลใดที่ไม่มีการจัดทำมาก่อน และเกิดขึ้นในช่วงปีที่รายงาน ควรแสดงให้เห็นการพัฒนาการ การเจริญเติบโต ก็ให้นำเสนอข้อมูลในเชิงบรรยาย สรุป กระชับ หากมีภาพประกอบ ก็จะเป็นการดี
7. งานด้านใดเป็นงานที่ได้รับรางวัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชาติ หรือ นานาชาติ ก็ควรจะมีการไปติดต่อขอข้อมูลจากบุคคลผู้ที่ได้รับรางวัล พร้อมขอภาพที่เป็นลักษณะของกิจกรรมนั้น ๆ ด้วย เช่น งานวิจัย การนำเสนอผลงาน หรืออื่น ๆ ที่ได้รับรางวัล
8. งานด้านใด ที่คณะ/หน่วยงานได้รับแจ้งจากหน่วยงานภายนอก หรือจากระดับมหาวิทยาลัย ว่ามีผลงานในด้านใด ที่ดี และอยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ควรจะมีการจัดเก็บข้อมูล และใส่ไว้ในรายงานด้วย (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริหาร)
9. กิจกรรมใดที่จัดเป็นกิจกรรมเด่นของคณะฯ และเคยได้รับรางวัล ก็ควรจะมีการจัดเก็บข้อมูลไว้เป็นรายปี
10. การนำเสนอข้อมูลที่เป็นรูปภาพ สิ่งที่ควรคำนึงคือ คำอธิบายประกอบภาพ เช่น ชื่อกิจกรรมสถานที่ วันที่ เข้าร่วมในโครงการหรือการประชุมใด และบุคคลในภาพประกอบ ให้จัดเก็บข้อมูลที่สะดวกต่อการค้นหา เช่น นำภาพมาแสดงไว้ใน Microsoft Word แล้วเขียนคำอธิบายไว้ใต้ภาพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเพื่อเสนอพิจารณาคัดเลือกต่อไป
11. การจัดทำข้อมูลในแต่ละด้าน สิ่งที่สำคัญที่สุด และทำความเข้าใจร่วมกัน คือการปรับแก้ไข ที่จะมีอยู่เสมอ จนกว่ารายงานจะออกมาสมบูรณ์ที่สุด
12. ข้อมูลที่ส่งโรงพิมพ์ดำเนินการจัดพิมพ์ ควรจะมีข้อมูลชุดที่เป็นต้นฉบับเก็บไว้ที่หน่วยงานด้วย และอย่าลืมขอ File ข้อมูลจากโรงพิมพ์ด้วย เพราะการนำไปจัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์ จะมีการใช้พิมพ์อีกโปรแกรมหนึ่ง ซึ่งจุดนี้ต้องทำความตกลงกับโรงพิมพ์ก่อนเสมอ หากเราต้องการ File ข้อมูลที่สามารถแก้ไข เก็บไว้ที่หน่วยงานด้วย
13. File รูปภาพที่นำมาจัดทำต้องมีนามสกุลเป็น .JPEG

14. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดทำหนังสือรายงานประจำปี คือ การประชาสัมพันธ์ให้กับหน่วยงานในคณะได้รับทราบ ว่า คณะมีการจัดทำหนังสือรายงานประจำปี เพราะจะได้รับทราบร่วมกัน และช่วยเหลือข้อมูลในส่วนที่ขาดหายไป ให้รายงานประจำปีสมบูรณ์ที่สุด หากเราไม่แจ้งให้ทราบ ผู้ที่ไปติดต่อขอข้อมูล จะเกิดความลำบากใจเมื่อไปติดต่อข้อมูล เพราะความไม่เข้าใจร่วมกัน หรือบางครั้งให้ข้อมูลดิบโดยไม่ได้สรุปข้อมูลมาให้ ซึ่งจุดนี้ทำให้เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง จากประสบการณ์ที่ผ่าน

ส่งe-journal

http://www.mediafire.com/?56zj33w3w5h5s0c#2